สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ จัดสัมมนาวิชาการครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2568 ในหัวข้อ “พืชแก้ไข/ปรับแต่งยีน/จีโนม ที่ใกล้จะนำไปใช้ประโยชน์และการกำกับดูแล” เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการแก้ไข/ปรับแต่งยีน/จีโนม และประโยชน์ที่จะได้รับจากการนำไปใช้ในภาคการเกษตร รวมถึงการเผยแพร่ผลงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชด้วยเทคนิคดังกล่าว พร้อมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “การขอรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร พ.ศ. 2567” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

การสัมมนานี้ได้นำเสนอผลงานวิจัยที่น่าสนใจหลายโครงการ ดังนี้

1. ผศ.ดร. อนงค์ภัทร สุทธางคกูล และคณะจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาพันธุ์ฟ้าทะลายโจรที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูงขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (genome editing) เพื่อเพิ่มปริมาณสารสำคัญที่มีคุณสมบัติทางยา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกรและผู้ผลิตยา ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร และคาดว่าจะพร้อมใช้งานในภาคการเกษตรได้ภายในกลางปี พ.ศ. 2569

2. ผศ. ดร.ธัญญ์วนิช ธัญสิริวรรธน์ และคณะจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ได้พัฒนาพันธุ์มะเขือเทศต้านทานโรคเหี่ยวเหลือง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้เทคนิคการปรับแต่งจีโนม CRISPR/Cas9 เพื่อหยุดการทำงานของยีนที่ทำให้มะเขือเทศอ่อนแอต่อโรค ผลจากการวิจัยได้มะเขือเทศพันธุ์กลายที่มีความทนทานต่อเชื้อราสาเหตุโรคเหี่ยวเหลือง ขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการผสมตัวเองเพื่อกำจัดยีนแปลกปลอมและทดสอบความต้านทานโรค โดยคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี จึงจะสามารถขอรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตรได้

3. ดร.ปิยนุช ศรชัย และคณะจากกรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาพันธุ์มะละกอที่ต้านทานไวรัสจุดวงแหวน (PRSV) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในการปลูกมะละกอทั่วโลก โดยใช้เทคนิคการปรับแต่งจีโนม CRISPR-Cas9 แบบ SDN1 เพื่อตัดตำแหน่งยีน elF4E ที่เกี่ยวข้องกับการรับเชื้อไวรัส ทำให้มะละกอมีความต้านทานต่อไวรัสได้ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการตรวจสอบด้านโมเลกุลเพื่อขอรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งหากสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมผลไม้ไทย

4. ดร.พงศกร สรรค์วิทยากุล และคณะจากกรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาพันธุ์สับปะรดตราดสีทองที่ป้องกันอาการไส้สีน้ำตาล ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในการส่งออก โดยใช้เทคโนโลยีแก้ไขยีน CRISPR-Cas9 เพื่อปรับปรุงยีน PPO ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอาการนี้ ผลที่ได้คือสับปะรดตราดสีทองที่มีอาการไส้สีน้ำตาลลดลง คาดว่าจะใช้เวลาอีก 1 ปี เพื่อพัฒนาต้นแบบและขอรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ต่อไป
5. ดร. ยี่โถ ทัพภะทัต และคณะจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ได้ทำการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีฐานในการปรับแต่งพันธุกรรมในพิทูเนีย โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนสีดอก เพื่อเพิ่มความหลากหลายและทางเลือกทางการตลาด ผลการวิจัยเบื้องต้นแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ โดยมีอัตราการถ่ายยีนสำเร็จมากกว่าร้อยละ 50 แต่ยังต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการหยุดทำงานของยีนเป้าหมายเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาการแสดงออกของยีนในรุ่นต่อๆ ไป และเทคโนโลยีฐานนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปรับแต่งจีโนมในลักษณะอื่นๆ และในพืชชนิดอื่นๆ ได้อีกด้วย

6. ดร.ปิยรัตน์ ธรรมกิจวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร ได้เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมในภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเกษตรและอาหารของโลก และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตรของประเทศ โดยร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง “การขอรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร พ.ศ. 2567” และต่อมา นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ลงนามในประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง “หลักการ วิธีการ และเงื่อนไขการรับรองพืชที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม พ.ศ. 2567” โดยมีข้อกำหนดว่าพืชที่ขอรับรองต้องเป็นพืชที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม โดยที่ผลิตภัณฑ์สุดท้ายไม่มีการถ่ายฝากยีนจากสิ่งมีชีวิตอื่น และไม่จัดว่าเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค

การสัมมนาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการแก้ไข/ปรับแต่งยีน/จีโนมในการพัฒนาพันธุ์พืชที่มีลักษณะเด่นต่างๆ เช่น ความต้านทานโรค คุณภาพผลผลิต และองค์ประกอบทางเคมี ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย และสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรและผู้บริโภค นอกจากนี้ การมีกฎระเบียบที่ชัดเจนในการขอรับรองพืชที่พัฒนาจากเทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและส่งเสริมการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเกษตรและอาหารของโลก